29นาทีที่ผ่านมาช่องโหว่ความปลอดภัย Coldcard ถูกโยงเหตุขโมยบิตคอยน์กว่า 100 ล้านดอลลาร์ จุดชนวนความกังวลทั้งอุตสาหกรรมแทบไม่มีใครคาดคิดว่า “ช่องโหว่เมื่อ 5 ปีก่อน” จะกลายเป็นต้นตอของเหตุขโมยบิตคอยน์ครั้งใหญ่ที่สุดของปีนี้ วันที่ 30 กรกฎาคม ตรวจพบความผิดปกติจากการที่บิตคอยน์จำนวนมากถูกดึงไปรวมศูนย์อย่างรวดเร็วจากหลายร้อยแอดเดรส ก่อนที่การโจมตีจะลุกลามเมื่อผู้ไม่หวังดีไล่สแกนแอดเดรสอีกหลายพันรายการ และกวาดไปเกือบ 2,000 BTC คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุถูกชี้ไปที่บั๊กในกระบวนการสร้างเมมนีมอนิก (mnemonic) ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหา “สุ่มไม่สุ่มจริง” (random number อ่อนแอ) ทำให้ค่าที่ควรสุ่มมีความคาดเดาได้ แม้ Coldcard จะไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในจีนจนช่วงแรกไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่ในต่างประเทศที่แบรนด์นี้เป็นที่รู้จัก เหตุการณ์ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก และหลังสถานการณ์ยืดเยื้อหลายวัน ความตื่นตระหนกแตะระดับสูงสุด วันที่ 31 กรกฎาคม ปริมาณการโอนบิตคอยน์ขนาดต่ำกว่า 1 BTC รวมทั้งวันพุ่งแตะ 39,600 BTC สูงสุดนับตั้งแต่เหตุล่มสลายของ FTX ในปี 2022 แหล่งข่าวระบุว่า ช่องโหว่นี้มีความเป็นไปได้ที่จะถูกค้นพบและนำไปใช้โดยโมเดล AI คล้ายกับแรงกระแทกที่เคยเกิดกับ Zcash ซึ่งราคาปรับลง 50% ภายในวันเดียว รอบนี้ถูกมองว่ารุนแรงกว่า แม้ข้อมูลตลาดอาจยังไม่สะท้อนเต็มที่ แต่ผลกระทบหลักอยู่ที่ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งแทบประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ เพื่อสำรวจมุมมองจากแนวหน้า BlockBeats ได้พูดคุยกับ Yu Xian (Cosine) ผู้ก่อตั้ง SlowMist ซึ่งกำลังช่วยเหลือผู้เสียหายบางส่วนและติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด โดย Yu Xian มองว่า ความเสียหายครั้งนี้ลึกกว่าตัวเลข เพราะกระทบถึงแกนกลางของชุมชนผู้ศรัทธาในบิตคอยน์ BlockBeats: Coldcard ได้ว่าจ้างบริษัทความปลอดภัยมาช่วยติดตามสินทรัพย์หรือยัง และในเมื่อบิตคอยน์ที่ถูกขโมยมีมูลค่าเกิน 100 ล้านดอลลาร์ โอกาสกู้คืนมีมากน้อยแค่ไหน? Cosine: ตอนนี้ยังไม่ชัดว่าเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ใด ต้องดูวิธีการย้ายเหรียญต่อจากนี้เพื่อระบุต้นตอ หากท้ายที่สุดยืนยันว่าเป็นกลุ่มที่มีรัฐหนุนหลัง (เช่น แฮกเกอร์เกาหลีเหนือ) โอกาสกู้คืนจะยากมาก ฝั่งทีมทางการยังมีเพียงประกาศคำแนะนำด้านความปลอดภัย และยังไม่เห็นการดึงทีมความปลอดภัยเข้ามาช่วย ขณะเดียวกัน ผู้เสียหายที่ใช้ Coldcard บางรายติดต่อมาที่เราเพื่อขอความช่วยเหลือในการติดตามและกู้คืน BlockBeats: จากรายละเอียดที่มีอยู่ เหตุเกิดจาก “ความสุ่มไม่สุ่ม” ซึ่งอุตสาหกรรมคริปโตเคยเจอปัญหาเรื่อง random number แทบทุกปี ทำไมครั้งนี้ถึงดูรุนแรงเป็นพิเศษ? Cosine: ถ้ามองแค่จำนวนและมูลค่า การหายไปหลักพัน BTC ไม่ใช่สถิติใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อก่อนมีกรณี Mt. Gox, BitFinex หรือพูลของ LBank ที่เสียหายระดับแสนถึงล้าน BTC หรือแค่การแฮกบริดจ์ครั้งเดียวก็อาจมากกว่านี้ได้อยู่แล้ว แต่แก่นของเรื่องคือ Coldcard มีชื่อเสียงดีมาก เป็นโอเพนซอร์ส โปร่งใส เรียบง่าย และเป็นที่นิยมในหมู่ Bitcoin OGs และผู้ศรัทธามายาวนาน เมื่อของที่ดู “สมบูรณ์แบบ” พัง มันกระแทกแรงกับผู้ใช้กลุ่มที่ภักดีที่สุด รากปัญหาคือ entropy ไม่เพียงพออย่างรุนแรงตอนสร้างเมมนีมอนิก ทำให้ความสุ่มของ seed ต่ำกว่าที่ควร จนแฮกเกอร์สามารถ brute force หา collision แล้วกู้เมมนีมอนิกของผู้ใช้ได้ นี่คือช่องโหว่พื้นฐานที่สุดและสำคัญที่สุดของการปกป้องสินทรัพย์คริปโต สิ่งที่น่าขำที่สุดคือ ในยุคที่โมเดล AI แกร่งขึ้นมาก ทั้ง Coldcard และชุมชนผู้ศรัทธาไม่ได้ถอยกลับมาทบทวนโค้ดด้วย AI แต่แฮกเกอร์ทำ เพราะถ้าโฟกัสเฉพาะช่องโหว่ด้านความสุ่มของ mnemonic seed โมเดลสมัยใหม่สามารถช่วยชี้และตรวจจับได้ไม่ยาก ดังนั้นเรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่ เพราะมันกระทบกลุ่มแกนหลัก BlockBeats: ถ้าอย่างนั้น เหตุครั้งนี้จะส่งผลไกลต่ออุตสาหกรรมคริปโตหรือไม่? Cosine: เมื่อกระเป๋าฮาร์ดแวร์สายกี๊กที่เป็นโอเพนซอร์สและถูกยกให้ “เพอร์เฟกต์” มีปัญหา ความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์แนวเดียวกันจะสั่นคลอน ผู้ใช้จะเริ่มตั้งคำถามว่า กระเป๋าที่ใช้อยู่ปลอดภัยจริงไหม เมมนีมอนิกที่สร้างในอนาคตยังไว้ใจได้แค่ไหน BlockBeats: คุณแนะนำให้โปรเจกต์คริปโตใช้เครื่องมือ AI สแกนโค้ดเพื่อหาช่องโหว่หรือไม่ และ SlowMist ทำอย่างไร? Cosine: แนะนำให้ทำ ผลกระทบของ AI ต่ออุตสาหกรรมความปลอดภัยใหญ่กว่าที่คนทั่วไปคิด แฮกเกอร์แทบไม่มีข้อจำกัด สามารถตั้งใจสร้างโมเดลให้แรงได้ ขณะที่ฝ่ายป้องกันถูกจำกัดด้วยสิทธิการเข้าถึงโมเดล ทรัพยากรคอมพิวต์ นโยบายการกรอง และข้อจำกัดอื่นๆ เราไม่ได้ตรวจซอร์สโค้ดของบล็อกเชนสาธารณะอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum เพราะทรัพยากรจำกัด จึงต้องจัดลำดับความสำคัญไปที่ลูกค้าหลัก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในยุค AI แต่จากการใช้ AI ทบทวนโปรเจกต์เก่า เราพบประเด็นจำนวนมากที่เคยมองข้าม และผลลัพธ์ถือว่าดีมาก BlockBeats: คำถามในมุมมองที่มืดกว่านั้นคือ เมื่อโมเดลเก่งขึ้น ความไม่ไว้วางใจต่อเทคโนโลยีคริปโตรุ่นแรกจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ เช่น Zcash เคยโดนกระทบคล้ายกัน? Cosine: แน่นอน ความปลอดภัยไม่มีทาง 100% การโจมตีและการป้องกันจะยกระดับแข่งกันตลอด แฮกเกอร์มีแรงจูงใจและศักยภาพในการใช้ AI มากกว่า เพราะเจาะสำเร็จก็เปลี่ยนเป็นเงินได้ทันที ผลตอบแทนสูงมาก ส่วนฝ่ายป้องกันติดกระบวนการและทรัพยากรจำกัด ภายใต้ความไม่สมดุลนี้ เหตุการณ์ที่ใหญ่กว่าสเกลเดิมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงยาก ความเสียหายอาจพุ่งถึงระดับพันล้านดอลลาร์ และในอนาคตก็เป็นไปได้ที่แม้แต่โค้ดของ Bitcoin เองอาจถูกพบช่องโหว่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่ถึงกับมองโลกในแง่ร้ายต่อความสามารถของอุตสาหกรรมในการรับมือ เพราะเกมรุก-รับจะอยู่คู่กัน และระบบคริปโตกราฟีจะยิ่งแข็งแรงขึ้นตามเวลา BlockBeats: เริ่มมีเสียงยก “ข้อดีของศูนย์ซื้อขายแบบรวมศูนย์” ว่าปลอดภัยกว่า คุณมองอย่างไร? Cosine: ศูนย์ซื้อขายรายใหญ่บางแห่งลงทุนด้านความปลอดภัยพื้นฐานอย่างจริงจัง และมีความสามารถในการรับมือเมื่อเกิดปัญหา เว้นแต่วิกฤตร้ายแรงมาก ผู้ใช้ส่วนใหญ่จัดการเรื่องซับซ้อนอย่างเมมนีมอนิกและมัลติซิกได้ยาก แต่ก่อนมักเลือกกระเป๋าตามคำบอกต่อหรือคำแนะนำจากคนรอบตัว เหตุครั้งนี้ทำให้คนเห็นว่า แม้กระเป๋าที่เชื่อถือกันแพร่หลายก็ยังมีช่องโหว่ได้ จึงมีคนรู้สึกว่าเก็บสินทรัพย์ไว้กับศูนย์ซื้อขายที่มีชื่อเสียงและระบบดีอาจอุ่นใจกว่า ซึ่งเป็นมุมมองที่เข้าใจได้ BlockBeats: สำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ถนัดเทคโนโลยีหรือไม่สามารถตรวจโค้ดกระเป๋าเอง ควรป้องกันตัวอย่างไรจากเหตุแบบ Coldcard? Cosine: ข้อแรก แนะนำให้ใช้ passphrase คู่กับเมมนีมอนิกเสมอ เป็นรหัสชั้นที่สองที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยอย่างมาก ดีกว่าไม่ตั้ง passphrase เลย ใช้ passphrase อย่างน้อย 8 ตัวอักษรและมีความซับซ้อนระดับหนึ่ง แต่ต้องแน่ใจว่าไม่ลืม กระเป๋าฮาร์ดแวร์หลักๆ ส่วนใหญ่รองรับฟีเจอร์นี้แล้ว แม้เกิดเหตุคล้ายกันอีก แฮกเกอร์มักโฟกัสย้ายเหรียญจากแอดเดรสที่ไม่มี passphrase ก่อน ทำให้สินทรัพย์หลักของคุณได้รับการคุ้มครองมากขึ้น ตัวอย่างเช่น สามารถแยกไว้จำนวนเล็กในแอดเดรสปกติ (ไม่มี passphrase) และเก็บก้อนใหญ่ไว้ในแอดเดรสที่มี passphrase หากเงินก้อนเล็กถูกขโมย จะเป็นสัญญาณว่า seed อาจรั่ว ขณะที่ต้นทุนในการ brute force passphrase สูง จะช่วยซื้อเวลาให้คุณ สำหรับผู้ใช้ที่ไม่คุ้นอุตสาหกรรมเลย การใช้บริการสถาบันแบบรวมศูนย์และพึ่งพาการช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาอาจเหมาะสมกว่า นอกจากนี้ มีคำแนะนำทั่วไป 3 ข้อสำหรับทุกคน: · ตรวจทานสินทรัพย์: ประเมินว่าความทรงจำตอนสร้างกระเป๋าไม่ชัดเจนหรือไม่ หรือ seed phrase อาจเคยถูกเปิดเผย หากมีความไม่แน่ใจ ให้พิจารณาเปลี่ยนวิธีเก็บรักษา · ตั้งสติ: อย่ารีบจนเผลอไปโหลดกระเป๋าปลอมหรือโดนฟิชชิ่ง · คิดแบบแยกส่วน: นำสินทรัพย์ที่ไม่แน่ใจไปไว้บนอุปกรณ์แยก (แม้เป็นเครื่องที่ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้) อย่าปะปนรวมกัน วิธีนี้ปลอดภัยกว่าการคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำตามแนวทางนี้สามารถลดความเสี่ยงทั่วไปได้มากกว่า 90%43นาทีที่ผ่านมาGalaxy Research เตือนช่องโหว่กระเป๋า Coldcard อาจทำให้สูญเสียเกิน 2,000 BTCความกังวลในอุตสาหกรรมคริปโทเพิ่มขึ้น หลังพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยในกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ โดย Galaxy Research หน่วยวิจัยของ Galaxy Digital ระบุว่า ความเสียหายรวมจากช่องโหว่ในกระเป๋า Coldcard อาจสูงกว่า 2,000 บิตคอยน์ รายงานวิเคราะห์ของ Galaxy Research ประเมินว่า ความสูญเสียอาจอยู่ที่ราว 2,055 BTC หรือมากกว่า 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐตามราคาปัจจุบัน ข้อมูลที่ยืนยันแล้วจนถึงขณะนี้พบว่ามีการขโมยไปแล้วรวม 1,596 BTC จากการโจมตีใหญ่ 3 ครั้ง และเหตุการณ์ย่อยอีก 14 กรณี โดยกระทบที่อยู่บิตคอยน์ประมาณ 7,300 รายการ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ต้นตอของช่องโหว่มาจากข้อบกพร่องในกลไกการสร้างเลขสุ่ม (random number generation) ที่อุปกรณ์ Coldcard ใช้งาน ซึ่งมีผลกับเฟิร์มแวร์บางเวอร์ชันในรุ่น Coldcard Mk3, Mk4, Mk5 และ Coldcard Q ด้าน Coinkite ผู้ผลิตอุปกรณ์ได้ออกอัปเดตซอฟต์แวร์แบบเร่งด่วนหลังตรวจพบปัญหา พร้อมแนะนำให้ผู้ใช้งานอัปเดตอุปกรณ์โดยเร็ว Galaxy Research ยังระบุว่ามีหลักฐานชี้ชัดถึงการโจมตีครั้งที่ 4 ซึ่งยังไม่ยืนยันสมบูรณ์ และเชื่อว่าใช้วิธีเดียวกัน หากนับรวมเหตุการณ์นี้ ยอดบิตคอยน์ที่ถูกขโมยอาจแตะ 2,055 BTC ทีมสืบสวนระบุว่าได้ทำงานประสานกับหน่วยงานสืบสวนของรัฐบาลกลางและแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทหลายแห่งในสหรัฐฯ เพื่อระบุตัวผู้โจมตีและติดตามความเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ที่ถูกขโมย อีกประเด็นสำคัญคือ เงินที่ถูกขโมยจำนวนมากยังไม่ถูกย้ายออกไป โดยข้อมูลของ Galaxy Research ระบุว่า ราว 90% ของบิตคอยน์ที่ถูกขโมยยังคงอยู่ในที่อยู่เดิม นักวิเคราะห์มองว่าอาจสะท้อนว่าผู้โจมตียังไม่เริ่มฟอกเงินหรือเทขายสินทรัพย์ "นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน"57นาทีที่ผ่านมาBoltz ระงับบริการสวอปบิตคอยน์ชั่วคราว หลังเจอการโจมตีอัตโนมัติที่อาศัย AI เพิ่มขึ้นBoltz ผู้ให้บริการสวอปแบบไม่รับฝากทรัพย์สิน (noncustodial) ประกาศระงับบริการสวอปบิตคอยน์แบบไม่มีกำหนด หลังพบการโจมตีอัตโนมัติที่อาศัย AI ต่อโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทระบุเมื่อวันจันทร์ว่า ตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเผชิญเหตุโจมตีและการฉวยช่องโหว่หลายครั้ง แม้จะควบคุมสถานการณ์ได้ทุกครั้ง แต่เห็นสัญญาณว่าผู้โจมตีสามารถค้นหาและปรับตัวกับช่องโหว่ได้เร็วกว่าที่ทีมพัฒนาขนาดเล็กของบริษัทจะอุดแพตช์ทัน ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาความถี่ของการโจมตีเร่งตัวชัดเจน และผลสแกนความปลอดภัยล่าสุดพบประเด็นที่ทำให้การรีสตาร์ตบริการในทันทีเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรทำ Boltz ยังไม่ระบุวันกลับมาเปิดให้บริการ และเตือนผู้ใช้ว่าอย่าคาดหวังว่าสวอปจะกลับมาได้ในเร็ววัน สาเหตุที่ต้องปิดบริการ Boltz ระบุว่า ตลอดทั้งปีแพลตฟอร์มถูก "การสอดแนมอัตโนมัติที่อาศัย AI" บ่อยขึ้น และเชื่อว่าอาจมีกลุ่มที่มีทรัพยากรพร้อมหลายกลุ่มกำลังมุ่งเป้าโจมตีในช่วงที่นักพัฒนากำลังเร่งแก้ไข บริษัทไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงเทคนิคของการโจมตีหรือหลักฐานว่ามีการใช้ AI อย่างไรโดยตรง ในภาพรวม เครื่องมือ AI สามารถช่วยผู้โจมตีสแกนโค้ดสาธารณะ ทดสอบช่องโหว่ และปรับแก้ความพยายามโจมตีที่ไม่สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทีมโอเพนซอร์สขนาดเล็กเสียเปรียบ เพราะผู้โจมตีสามารถทำงานต่อเนื่องและทำให้กระบวนการค้นหาช่องโหว่เป็นอัตโนมัติได้เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ฝั่งป้องกันยังต้องตรวจสอบผลการค้นหา พัฒนาแพตช์ และทดสอบการเปลี่ยนแปลง PayPerQ บริการ AI แบบ pay-per-prompt ที่รับชำระด้วยคริปโตเคอร์เรนซี ก็ระบุว่าเผชิญการโจมตีบ่อยครั้งและสงสัยว่าเป็นการโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่นกัน ก่อนหน้านี้ Michael Coates หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของ Solana Foundation เคยให้ความเห็นว่า บริษัทคริปโตอาจต้องพึ่งพาการป้องกันแบบอัตโนมัติ เพราะทีมมนุษย์ไม่สามารถตอบสนองได้เร็วเท่าความเร็วของเครื่อง เงินผู้ใช้อยู่ในความเสี่ยงหรือไม่ Boltz ยืนยันว่าเงินของลูกค้าไม่เคยตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากบริการสวอปเป็นแบบ noncustodial โดยใช้ atomic swaps เพื่อย้าย Bitcoin และสินทรัพย์ที่อิงบิตคอยน์ ระหว่าง Bitcoin mainnet, Lightning Network และ Liquid Network ผู้ใช้ยังคงเป็นผู้ควบคุมสินทรัพย์ของตนเอง ไม่ได้ฝากไว้ในบัญชีที่ Boltz คุมอยู่ อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานแบบไม่รับฝากยังอาจได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ซอฟต์แวร์ ธุรกรรมสะดุด และการหยุดให้บริการ ผู้ใช้ที่มีสวอปค้างอยู่ควรเก็บ swap ID, ไฟล์รีฟันด์ (refund file), คีย์กู้คืน (recovery keys) และข้อมูลธุรกรรมอื่น ๆ ไว้ให้ครบ Boltz ระบุว่า API จะยังเปิดให้ใช้งานเพื่อดำเนินการรีฟันด์ และทีมซัพพอร์ตจะช่วยเหลือผู้ใช้ต่อเนื่อง ทำไมการระงับของ Boltz ถึงสำคัญ Boltz ช่วยให้ผู้ใช้ย้ายเงินระหว่างเลเยอร์ต่าง ๆ ของบิตคอยน์ได้โดยไม่ต้องพึ่งตลาดซื้อขายแบบศูนย์กลาง การหยุดบริการจึงอาจกระทบกระเป๋าเงินดิจิทัลและแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานของ Boltz เพื่อทำสวอปผ่าน Lightning หรือ Liquid ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่า ณ เวลารายงาน มูลค่ารวมที่ล็อกอยู่ในระบบ (TVL) อยู่ราว 262,187 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสะท้อนมูลค่าธุรกรรมทั้งหมดที่ถูกส่งผ่านแพลตฟอร์ม ขณะนี้ Boltz อยู่ระหว่างทบทวนระบบและทยอยติดตั้งการแก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าจะมีประกาศอัปเดต ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการทำสวอปรายใหม่ และใช้เฉพาะช่องทางซัพพอร์ตทางการสำหรับการขอรีฟันด์หรือความช่วยเหลือด้านการกู้คืน1ชม. ที่แล้วด่วน: Boltz ระงับบริการสวอป #Bitcoin ชั่วคราว หลังเจอความพยายามแฮ็กด้วย AI พุ่งสูงจนทีมความปลอดภัยรับมือไม่ไหวBoltz ประกาศระงับบริการสวอป #Bitcoin เป็นการชั่วคราว หลังเผชิญความพยายามโจมตีและแฮ็กที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนสร้างภาระเกินกำลังทีมความปลอดภัยขนาดเล็กของบริษัท โดยแพลตฟอร์มย้ำว่าเงินของผู้ใช้งานยังปลอดภัย เนื่องจากระบบเป็นสถาปัตยกรรมแบบ non-custodial ที่ไม่ได้รับฝากหรือถือครองสินทรัพย์ของลูกค้า2ชม. ที่แล้ววาฬบิตคอยน์เก่ากลับมาเคลื่อนไหว หลังเหตุแฮ็ก Coldcardกระเป๋าเงินบิตคอยน์ที่ไม่เคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2013 ได้โอนบิตคอยน์จำนวน 500 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 31.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลจาก Whale Alert การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังหยุดนิ่งมานานกว่า 12 ปี Lookonchain ระบุว่า การโอนครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับความกังวลด้านความปลอดภัยภายหลังเหตุแฮ็ก Coldcard ขณะที่ Galaxy ประเมินว่าช่องโหว่ดังกล่าวทำให้มีบิตคอยน์ถูกขโมยไปราว 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ CryptoQuant รายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงเวลาเดียวกันพบกระเป๋าเงินที่เคยเงียบมานานหลายใบกลับมาเคลื่อนไหวเช่นกัน2ชม. ที่แล้วStrategy ขายบิตคอยน์มูลค่า 395 ล้านดอลลาร์ ระดมทุนซื้อคืน STRC และดันเงินสดสำรองแตะ 4 พันล้านดอลลาร์Strategy เดินหน้าขายบิตคอยน์รอบล่าสุด ส่งผลให้ยอดขายบิตคอยน์สะสมตลอดปี 2026 อยู่ที่ 5,258 BTC สูงสุดนับตั้งแต่บริษัทเริ่มใช้นโยบายถือครองบิตคอยน์ในปี 2020 โดยเงินที่ได้ถูกปรับโครงสร้างไปหนุนหุ้นบุริมสิทธิ STRC แทนการซื้อบิตคอยน์เพิ่ม เอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) วันที่ 3 สิงหาคม ระบุว่า ระหว่าง 27 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม Strategy ขายบิตคอยน์ 1,638 BTC รับเงิน 104.7 ล้านดอลลาร์ และออกหุ้นสามัญ MSTR เพิ่มราว 3.01 ล้านหุ้น ระดมทุนได้ 290.6 ล้านดอลลาร์ รวมแล้วเกือบ 395 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดไม่นำไปซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติม แต่ใช้จ่ายเพื่อจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ ซื้อคืนหุ้น STRC และเร่งเพิ่มเงินสดสำรองสกุลดอลลาร์ให้ถึงเป้าหมาย 4 พันล้านดอลลาร์ การย้ายเงินครั้งนี้ทำให้ Strategy ชะลอการซื้อบิตคอยน์ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 สัปดาห์ นานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024 STRC ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ กดดันให้ต้องซื้อคืน STRC ซึ่งเป็นหุ้นบุริมสิทธิอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ถูกวางให้เป็นช่องทางระดมทุนอย่างยั่งยืนเพื่อหนุนคลังบิตคอยน์ของบริษัท หาก STRC ซื้อขายใกล้ราคา par ที่ 100 ดอลลาร์ บริษัทสามารถออกหุ้นใหม่ใกล้ par และนำเงินไปจัดสรรในงบดุล รวมถึงซื้อบิตคอยน์ได้อย่างยืดหยุ่น แต่เมื่อราคาซื้อขายต่ำกว่าราคา par ต่อเนื่อง ช่องทางดังกล่าวจะด้อยประสิทธิภาพ เพราะการออกหุ้นใหม่ต้องลดราคาเสนอขายหรือเพิ่มอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเพื่อดึงดูดผู้ลงทุน แม้บริษัทจะปรับนโยบายเงินปันผลเพื่อพยุงราคา แต่ STRC ยังคงต่ำกว่า par ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม Strategy จึงเพิ่มเงินปันผลแบบ annualized เป็น 12% และเริ่มซื้อคืนหุ้นในตลาดรอง สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทนำเงิน 52.3 ล้านดอลลาร์จากการขายบิตคอยน์ และ 28.9 ล้านดอลลาร์จากการออกหุ้น MSTR รวม 81.2 ล้านดอลลาร์ ไปซื้อคืน STRC จำนวน 912,143 หุ้น ก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ บริษัททำรายการซื้อคืนวงเงิน 25 ล้านดอลลาร์ ได้ 288,930 หุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 86.53 ดอลลาร์ Phong Le ประธานและซีอีโอของ Strategy กล่าวในสายรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ว่า การซื้อคืน STRC ต่ำกว่า par ช่วยให้บริษัท “ล็อก” ภาระเงินปันผลในอนาคตด้วยต้นทุนที่ต่ำลง พร้อมเพิ่มอุปสงค์และผลักดันให้ราคากลับเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ นับตั้งแต่เริ่มโครงการซื้อคืนในเดือนกรกฎาคม Strategy ใช้เงินรวมราว 106.2 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อคืน STRC ปัจจุบันบริษัทยังมีวงเงินเหลือ 893.8 ล้านดอลลาร์ภายใต้อำนาจซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ และวงเงินอนุมัติซื้อคืนหุ้นสามัญ MSTR อีก 1 พันล้านดอลลาร์ยังไม่ได้ใช้ เป้าหมายคือดัน STRC กลับสู่ราคา par ภายในเดือนกันยายน โดยจังหวะซื้อคืนต่อจากนี้ขึ้นกับระดับราคาและสภาพคล่องตลาด หากทำได้ ช่องทางระดมทุนสำคัญนี้จะกลับมาใช้งานได้เต็มที่ ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2026 Strategy ระดมทุนรวมแล้ว 7.53 พันล้านดอลลาร์ผ่านเครื่องมือทุนหลายประเภท โดยหุ้นบุริมสิทธิมีสัดส่วนสำคัญมากขึ้นในโครงสร้างการจัดหาเงินทุนของงบดุล เงินสดสำรอง 4 พันล้านดอลลาร์ รองรับปันผลหุ้นบุริมสิทธิและดอกเบี้ยหนี้ Strategy ใช้เงินจากการขายหุ้นสามัญรอบนี้เพื่อเร่งขยายเงินสดสำรองสำหรับจ่ายเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิและดอกเบี้ยหนี้ โดยในเงิน 290.6 ล้านดอลลาร์จากการขายหุ้น MSTR รอบรอง 250 ล้านดอลลาร์ถูกกันไว้เป็นเงินสดสำรองดอลลาร์สหรัฐ และอีก 11.7 ล้านดอลลาร์เป็นเงินทุนหมุนเวียน ปลายเดือนมิถุนายน เงินสำรองดังกล่าวอยู่ที่ 2.55 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 3.75 พันล้านดอลลาร์ ณ 26 กรกฎาคมจากการขายหุ้นสามัญ หลังระดมทุนรอบล่าสุด เป้าหมาย 4 พันล้านดอลลาร์ถือว่าบรรลุแล้ว เมื่อปรับกรอบโครงสร้างเงินทุนในเดือนมิถุนายน Strategy ประเมินว่าค่าใช้จ่ายรวมรายปีจากเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิและดอกเบี้ยหนี้อยู่ที่ราว 1.76 พันล้านดอลลาร์ ที่ระดับดังกล่าว เงินสำรอง 4 พันล้านดอลลาร์จะรองรับการจ่ายได้ราว 27 เดือน ทั้งนี้ หากไม่ได้รับอนุมัติเพิ่มจากคณะกรรมการ เงินก้อนนี้จะใช้ได้เฉพาะเพื่อจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิและดอกเบี้ยหนี้เดิมเท่านั้น เงินสำรองช่วยลดความเสี่ยงสำคัญ คือบริษัทไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์หรือออกหลักทรัพย์เพิ่มเพื่อจ่ายภาระระยะสั้นในช่วงตลาดไม่เอื้อ แม้ราคาบิตคอยน์ลดลงหรือสภาพตลาดทุนแย่ลง ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิยังได้รับการคุ้มครองจากเงินสดสำรองที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะ แต่ความปลอดภัยดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมต้นทุนจากการลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นสามัญ สัปดาห์ที่ผ่านมา Strategy ออกหุ้น MSTR เพิ่ม 3.01 ล้านหุ้นโดยไม่ได้ซื้อบิตคอยน์เพิ่ม ขณะเดียวกันจำนวนบิตคอยน์ในคลังลดลง 1,638 BTC ทำให้ปริมาณบิตคอยน์ต่อหุ้น (เมื่อคิดแบบ diluted) ลดลง Peter Schiff ผู้มองตลาดบิตคอยน์ในเชิงลบระบุว่า ธุรกรรมชุดนี้สะท้อนว่า Strategy พึ่งพาการขายบิตคอยน์และการออกหุ้น MSTR มากขึ้น เพื่อให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ ผลกระทบเห็นได้จากตัวชี้วัด “บิตคอยน์ต่อหุ้น” โดยตั้งแต่ต้นปี การเพิ่มขึ้นของตัวชี้วัดดังกล่าวชะลอลงเหลือเพียง 3.5% จาก 13.3% ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม และในไตรมาสนี้จนถึงปัจจุบัน ตัวชี้วัดยังลดลง 4.6% Strategy ระบุว่า “BTC yield” นิยามเป็นเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงของจำนวนบิตคอยน์ต่อหุ้นแบบ diluted และการเพิ่มการถือครองบิตคอยน์จะถูกแปลงเป็นจำนวนบิตคอยน์โดยประมาณ บริษัทเน้นว่าตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่เท่ากับผลตอบแทนผู้ถือหุ้น รายได้ หรือกระแสเงินสด และไม่ได้บ่งชี้ความสามารถในการชำระหนี้ บิตคอยน์กลายเป็นแหล่งสภาพคล่องเชิงปฏิบัติการ ปีนี้ Strategy ขายบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง โดยปลายเดือนพฤษภาคมขาย 32 BTC วันที่ 29 และ 30 มิถุนายนขาย 1,363 BTC ช่วง 5 วันแรกของเดือนกรกฎาคมขาย 2,225 BTC และสัปดาห์ล่าสุดขายเพิ่มอีก 1,638 BTC สะท้อนว่าบิตคอยน์ถูกยกระดับเป็นแหล่งสภาพคล่องสำหรับการบริหารโครงสร้างหลักทรัพย์ของบริษัท Will Clemente นักวิเคราะห์บิตคอยน์ระบุว่า ธุรกรรมชุดนี้สะท้อนการถ่วงดุลผลประโยชน์ของ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ถือบิตคอยน์ ผู้ถือหุ้นสามัญ MSTR และผู้ลงทุนหุ้นบุริมสิทธิ โดยเป็นการย้ายเงินภายในงบดุลเพื่อไม่ให้หลักทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งกดดันโครงสร้างเงินทุนโดยรวม Strategy วางกรอบความยืดหยุ่นนี้ผ่านแผน “BTC Liquidity Plan” ที่อนุญาตให้บริษัทขายบิตคอยน์เพื่อเพิ่มเงินสำรองได้สูงสุด 1.25 พันล้านดอลลาร์ เงินสามารถใช้เพื่อจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิ ชำระดอกเบี้ยหนี้ หรือซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ/หุ้นสามัญ หากการขายเกินวัตถุประสงค์ดังกล่าวหรือเกินเพดานที่ระบุ ต้องขออนุมัติเพิ่มจากบอร์ด Michael Saylor ประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าแผนดังกล่าวขัดกับแนวคิด “ถือบิตคอยน์ถาวร” โดยระบุว่า บริษัทประกาศแผนสร้างรายได้จากบิตคอยน์ล่วงหน้า 31 วันก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ไม่ใช่หลังเกิดผลขาดทุน พร้อมย้ำว่าไม่เคยมีนโยบาย “ห้ามขาย” และแผนนี้ไม่ได้บังคับให้ขายบิตคอยน์ อีกทั้งในระยะยาวบริษัทยังคาดว่าจะกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิบิตคอยน์ Strategy ยังคงเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ถือบิตคอยน์มากที่สุด โดยถือครอง 842,138 BTC คิดเป็นราว 4% ของอุปทานสูงสุด 21 ล้านเหรียญ ต้นทุนรวม 63.51 พันล้านดอลลาร์ ต้นทุนเฉลี่ย 75,419 ดอลลาร์ต่อ BTC ณ เวลาที่รายงาน ราคาบิตคอยน์ราว 62,633 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าตลาดของคลังอยู่ที่ประมาณ 52.7 พันล้านดอลลาร์ และเป็นขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ราว 10.8 พันล้านดอลลาร์เมื่อเทียบกับต้นทุนรวม การขาดทุนที่ยังไม่รับรู้หมายถึงต้นทุนในการเปลี่ยนเป็นกำไร/รับรู้ผลในอนาคตอาจสูงขึ้น หากยังขายบิตคอยน์ต่ำกว่าราคาเฉลี่ย ต้นทุนจะถูกแปลงเป็นผลขาดทุนที่รับรู้ และคลังบิตคอยน์ที่หนุนทั้งระบบหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และภาระเงินปันผลจะหดตัวต่อเนื่อง ดังนั้น ความหวังของ Saylor ที่จะกลับมาซื้อสุทธิบิตคอยน์ในระยะยาวยิ่งขึ้นกับเงื่อนไขสำคัญข้อเดียว คือการดัน STRC ให้กลับไปซื้อขายที่ราคา par เพื่อให้บริษัทกลับมาระดมทุนได้ราบรื่น โดยไม่ต้องลดสัดส่วนผู้ถือหุ้น MSTR มากขึ้นหรือใช้บิตคอยน์ในคลังมากเกินไป2ชม. ที่แล้วAmerican Bitcoin ถือครองบิตคอยน์ทะลุ 8,000 BTC หลัง Q2 ผลิตได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์American Bitcoin ผู้ขุดบิตคอยน์ที่ได้รับการหนุนหลังจากครอบครัวทรัมป์ เร่งสะสมบิตคอยน์หลังไตรมาส 2 ทำสถิติผลิตได้สูงสุด โดยบริษัทเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายนมีบิตคอยน์ในคลังราว 8,002 BTC (ประมาณ 512 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หลังไตรมาส 2 ผลิตได้ 932 BTC นับเป็นการเพิ่มขึ้นราว 14% จากประมาณ 7,021 BTC ณ สิ้นเดือนมีนาคม สะท้อนกลยุทธ์ "ขุดในสเกลใหญ่ควบคู่การถือครองระยะยาว" ตัวเลขสำคัญและผลงาน - ปริมาณบิตคอยน์ที่ถือครอง: ~8,002 BTC ณ วันที่ 30 มิ.ย. เพิ่มขึ้น ~14% จาก ~7,021 BTC ณ วันที่ 31 มี.ค. - ผลผลิตไตรมาส 2: 932 BTC สูงสุดต่อไตรมาสนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในเดือนกันยายน - รายได้จากการขุด: 67.0 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 เพิ่มจาก 62.1 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 - ต้นทุนขุดต่อ 1 BTC: ราว 36,500 ดอลลาร์ ทรงตัวแม้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น - อัตรากำไรขั้นต้น: ประมาณ 50% แม้ราคาเฉลี่ยบิตคอยน์ลดลงราว 12% จากไตรมาสก่อน - ขาดทุนสุทธิ: 57.2 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ดีขึ้นจากขาดทุน 81.8 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 Mike Ho ซีอีโอ ระบุว่า "เรามองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ทุนที่เติบโตได้ และเชื่อว่าการทบต้นระยะยาวจะให้ผลตอบแทนเหนือกว่าต้นทุนเงินทุนของเรา" พร้อมย้ำว่าบริษัทยึดตัวชี้วัดที่ควบคุมได้เป็นหลัก ได้แก่ ปริมาณการผลิต การเพิ่มขนาดทุนสำรอง และการวางรากฐานการดำเนินงาน แม้ไตรมาส 2 จะเผชิญแรงกดดัน Eric Trump ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ มองว่าไตรมาสดังกล่าวสะท้อนความเร็วในการเดินเกมของบริษัท โดยกล่าวว่า "เมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน American Bitcoin ยังเป็นเพียงไอเดีย วันนี้เราถือครองบิตคอยน์มากกว่า 8,000 เหรียญ เดินเครื่องหนึ่งในแพลตฟอร์มขุดบิตคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเพิ่งทำสถิติผลิตได้สูงสุดต่อไตรมาส" พร้อมย้ำเป้าหมายการเติบโตต่อเนื่อง "ไตรมาสแล้วไตรมาสเล่า" บริบทบริษัทและความผันผวนล่าสุด การอัปเดตครั้งนี้เกิดขึ้นหลังช่วงผันผวนของบริษัท โดยในเดือนมีนาคมบริษัทระบุว่าถือครองทะลุ 7,000 BTC ภายในเวลาไม่ถึง 7 เดือนหลังเข้าจดทะเบียน Nasdaq แต่ราคาหุ้นทำจุดต่ำสุดหลัง IPO และยังต่ำกว่าจุดสูงสุดราว 94% เดือนพฤษภาคมบริษัทเปิดเผยขาดทุนสุทธิไตรมาส 1 ที่ 82 ล้านดอลลาร์ พร้อมขยายคลังเป็นมากกว่า 7,300 BTC และเพิ่มกองเครื่องขุดเป็นเกือบ 90,000 เครื่อง โดยชี้ว่ากฎบัญชีที่ผูกกับราคาบิตคอยน์ทำให้ผลประกอบการดูแย่ลง เดือนกรกฎาคมบริษัททำรีเวิร์สสปลิต 1 ต่อ 15 เพื่อกลับมาผ่านเกณฑ์ของ Nasdaq หลังราคาหุ้นอ่อนตัวอีกระลอกท่ามกลางแรงขายในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโต การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารและมุมมองอุตสาหกรรม วันเดียวกัน Matt Prusak ประธานบริษัทและซีเอฟโอรักษาการ ประกาศลาออกเพื่อย้ายไป Giga Energy ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และพลังงาน ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจและซีเอฟโอรักษาการ โดย Prusak เขียนในบล็อกว่า ข้อจำกัดหลักของอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากฮาร์ดแวร์ขุดไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่รองรับทั้งเหมืองและดาต้าเซ็นเตอร์ AI โดยระบุว่า "Giga มีโอกาสมากเกินกว่าที่บริษัทใดจะไล่ทำได้พร้อมกันทั้งหมด" และบทบาทใหม่ของเขาคือการหาโอกาสที่ให้แรงส่งสูงและสร้างกลไกการลงมือทำให้เกิดผล มุมมองถัดไป แม้ตลาดผันผวนและมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร Mike Ho ระบุว่าบริษัทยังคงโฟกัสการปฏิบัติการ โดยกล่าวว่า "American Bitcoin โดยแก่นแท้คือธุรกิจที่เดินเครื่อง เราสร้างบิตคอยน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายสเกลได้ ไม่ได้แค่ถือไว้ในงบดุล" พร้อมชี้ว่าเป้าหมายต่อไปคือการต่อยอดความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน เสริมความแข็งแกร่งฐานะการเงิน และเพิ่มบิตคอยน์ต่อหุ้น (Bitcoin per share) เพื่อให้การลงทุนวันนี้แปลงเป็นมูลค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นผ่านวัฏจักรตลาด ภาพรวมไตรมาสนี้ตอกย้ำความพยายามของ American Bitcoin ในการแปลงศักยภาพการขุดในระดับสเกลให้กลายเป็นคลังบิตคอยน์ที่เติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของราคาและอารมณ์ตลาดหุ้น2ชม. ที่แล้วเงินไหลเข้าสู่ตลาดสปอต BTC ETF ในสหรัฐฯ กว่า 170 ล้านดอลลาร์AiCoin รายงานว่าเมื่อวานนี้ตลาดสปอต BTC ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 170 ล้านดอลลาร์ โดย IBIT รับส่วนใหญ่สุด ด้วยกระแสเงินไหลเข้าสุทธิรายวัน 111 ล้านดอลลาร์ ตามด้วย FBTC ที่ 33.4 ล้านดอลลาร์ AiCoin ระบุว่า จากกลยุทธ์ติดตามแบบเรียลไทม์ "Spot BTC ETF Tracking" ที่พัฒนาขึ้น พบความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกระแสเงินทุนไหลเข้า ETF และราคาของ BTC ผู้ใช้งานสามารถสมัครติดตามตัวชี้วัดดังกล่าวเพื่อเปิดใช้งานการเทรดอัตโนมัติตามแนวโน้มกระแสเงินทุนได้ ข้อมูลมีไว้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น2ชม. ที่แล้วบิตคอยน์อายุ 12 ปีมูลค่ากว่า 31 ล้านดอลลาร์ถูกโอน ท่ามกลางเหตุแฮ็ก Coldcardกระเป๋าเงินบิตคอยน์ (BTC) ที่เงียบหายมานานกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งในวันจันทร์ โดยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายเดียว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันมีเหรียญเก่าหลายชุดถูกย้ายบนเชน หลังเหตุแฮ็ก Coldcard เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ค. กระเป๋าเงินที่ถูกระบุว่า 18TExP ซึ่งไม่เคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 2013 ได้โอน 500 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 31.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามธุรกรรมที่ Whale Alert ตรวจพบเป็นรายแรก เหรียญชุดนี้เคยมีมูลค่าประมาณ 500,000 ดอลลาร์เมื่อครั้งเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อ 12.7 ปีก่อน การย้ายเหรียญจากกระเป๋าหนึ่งไปสู่อีกกระเป๋าหนึ่งไม่ได้บอกอะไรโดยตรง นอกจากสะท้อนว่าผู้ถือครองกุญแจส่วนตัวที่เก็บไว้นานนับทศวรรษตัดสินใจย้ายเงินทุน และจังหวะเวลาครั้งนี้ถูกจับตา เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตความปลอดภัยที่กำลังลุกลามเกี่ยวกับ Coldcard ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตแบบ Bitcoin-only และถูกตีความว่าเป็นการย้ายเพื่อความปลอดภัย Lookonchain โพสต์บน X ระบุว่า “กระเป๋า 18TExP ที่ถือ 500 BTC (31.27 ล้านดอลลาร์) ได้โอนทั้งหมดไปยังกระเป๋าใหม่เมื่อ 1 ชั่วโมงก่อน หลังจากไม่เคลื่อนไหวมานานกว่า 12 ปี เจ้าของอาจย้ายเงินไปยังกระเป๋าใหม่จากความกังวลด้านความปลอดภัยภายหลังเหตุแฮ็ก Coldcard” นับตั้งแต่ 30 ก.ค. ผู้โจมตีได้ดูด BTC ออกไปนับพันจากกระเป๋าที่สร้างด้วย Coldcard โดยอาศัยช่องโหว่ที่มีมาตั้งแต่มี.ค. 2021 นักวิจัยของ Galaxy ประเมินความเสียหายรวมจนถึงขณะนี้อยู่ที่ราว 130 ล้านดอลลาร์ในรูป BTC ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่ามี BTC ไหลเข้าแพลตฟอร์มซื้อขายเพิ่มขึ้น หลังเหตุแฮ็กกระทบความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของการถือครองด้วยตนเอง (self-custody) ข้อมูลออนเชนจาก CryptoQuant ที่ติดตามตัวชี้วัด spent output age bands ซึ่งจัดกลุ่มบิตคอยน์ที่ถูกย้ายในแต่ละวันตามระยะเวลาที่เหรียญนั้น “นอนนิ่ง” ก่อนถูกใช้ แสดงให้เห็นการพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนของการเคลื่อนไหวของเหรียญเก่าในช่วงเวลาเดียวกัน เหรียญที่ไม่เคลื่อนไหวมา 10 ปีขึ้นไปมีการย้ายรวมราว 935 BTC ในวันที่ 3 ส.ค. สูงสุดต่อวันนับตั้งแต่ 20 มี.ค. อีกด้านหนึ่ง เหรียญที่ไม่เคลื่อนไหวมา 5–7 ปีมีการกระโดดขึ้นมากกว่ามาก โดยมีการย้ายราว 6,388 BTC ในวันที่ 31 ก.ค. โดยทั่วไป เหรียญเก่าอาจถูกย้ายได้จากหลายเหตุผล เช่น การโอนทรัพย์มรดก การรวบยอดของกระดานซื้อขาย หรือการย้ายระบบของผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแฮ็กใดๆ แต่การเกิดธุรกรรมขนาดใหญ่จากเหรียญที่นอนนิ่งมานานหลายรายการที่กระจุกตัวในไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ Coldcard ทำให้ภาพรวมดูเหมือนผู้ถือครองกำลังย้ายเงินทุนเชิงรุกเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย2ชม. ที่แล้วETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ เงินไหลเข้าสุทธิ 170.1 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ ETF อีเธอเรียมไหลออก 11.9 ล้านดอลลาร์BlockBeats รายงานเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม โดยอ้างอิงข้อมูลติดตามจาก farside ระบุว่า เมื่อวานนี้ ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ มียอดเงินไหลเข้าสุทธิ 170.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ ETF อีเธอเรียมแบบสปอตมียอดเงินไหลออกสุทธิ 11.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยุติการไหลเข้าสุทธิที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง 2 วันก่อนหน้า